......................
สิ่งที่ทุกคนได้เห็นในห้องแห่งนั้นของแม่อุ๊ยแสงดาว คือร่างสองร่างที่ถูกมัดด้วยด้ายสายสิญจน์ของคุณจันทร์กับนางทาสแก้ว กับร่างของหญิงชราทอดตายอย่างสงบใกล้ๆ กัน
คุณน้านวลแขกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความเสียใจและคับแค้น
“นี่อย่างไร” ท่านชี้นิ้วไปที่หลานสาว
“ผลงานของคุณพี่ .. คราวนี้พอใจแล้วใช่ไหม พอใจหรือยัง? พอใจหรือยัง? ไอ้บ้า.. ข้าขอสาปแช่ง ให้แกพลัดพรากจากลูกจากเมียทุกชาติ ทุกชาติไป..” ยามเลือดขึ้นหน้า ถ้อยคำวาจามิรู้มาจากไหน พรั่งพรูออกมาเหมือนห่าฝนในคืนพายุคลั่ง

ร่างสูงใหญ่ของบิดา ทรุดลงนั่งคุกเข่าข้างๆ ลูกสาวและคู่รัก มือสั่นเทาของเขาเอื้อมไปจับตัวคุณจันทร์ และพบว่าเนื้อตัวยังอุ่นอยู่ ..
“จันทร์.. จันทร์..”
ท่านเอื้อมมือไปแตะร่างของแก้วบ้าง ..
“ยังไม่ตาย .. ลูกข้ายังไม่ตาย .. ลูกข้ายังไม่ตาย ...” คุณพระสวมกอดร่างคุณจันทร์ไว้เต็มอ้อมแขน ขอบคุณสวรรค์.. ขอบคุณเหลือเกิน

สำนึกแรกของคุณจันทร์คือกลิ่นสาบสาง และความหยาบระคายของพื้นที่นอน และ.. ข้อเท้าของเธอถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวน..
อะไรกันนี่? .. เธอเหลือบไปเห็นกะลาใส่น้ำวางไว้ใกล้แคร่ที่นอน เมื่อค่อยๆ เขยิบตัวชะโงกมองก็ต้องตกใจ ที่มองเห็นเงาในน้ำนั้น เป็นเงาของแก้ว ..
.. แลกเปลี่ยนชีวิตกัน .. เสียงแม่อุ๊ยแว่วสะท้อนอยู่ในโสต .. เมื่อลูบคลำชายพก ก็พบวัตถุแข็งๆ อย่างหนึ่ง .. มันคือจี้ห้อยคอรูปกุหลาบลงยาอันนั้น ..
หญิงสาวฟุบหน้าร้องไห้ .. ในขณะที่ประกายจันทร์ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงในโรงแรมหนานหล้าโดยมีพราวนภา นอนอยู่ด้วยข้างๆ และที่กรุงเทพฯ สาวสวยพวงแก้วก็กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับเรื่องราวในความฝันของเธอ ..

ฝนตกอยู่นอกหน้าต่างบ้านโบราณของคุณย่าทวดสายฝน น้องสาวต่างมารดาที่มีอายุห่างจากพี่ชายคนโตถึง45 ปี!
“จันทร์แต่งงานกับขุนฟ้าสะท้านอย่างสมเกียรติ์ แต่ เข้าห้องเข้าหอได้คืนเดียวก็ตรอมใจตาย”
โอ ที่สุดคำตอบก็ออกมาเช่นนี้หลังจากที่พวงแก้วเพียรถามอยู่หลายครั้งหลายคราว
“คุณพี่ ปลูกเรือนใหม่กับ ย่าทวดของเจ้า” ท่านส่ายหน้าไปมา
“น่าเวทนา น้องบัว ลูกสาวหลวงปานนิมิต ต้องออกเรือนกับคนแก่คราวลุง คราวปู่”
พวงแก้วเบิกตาโพลง โถ ย่าทวดของหลาน หญิงสาวสะเทือนใจเหลือเกิน พวงแก้วเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าถึงย่าทวดบัวของเธอว่า เป็นเด็กสาว แต่งเข้ามาเมื่ออายุเพียง 14 ปีเท่านั้น หลังจากเรื่องคุณจันทร์ คุณปู่ทวดพยายามเร่งสร้างครอบครัวใหม่สินะ ท่านเลือกแต่งกับเด็กสาววัยอ่อน เพื่อจะมีลูกด้วยกันได้หลายคนก่อนที่ท่านจะแก่ตัวลงไปมากกว่านี้ใช่ไหม?
พวงแก้วซับน้ำตาแล้วเริ่มถามต่อไป
“แล้วแก้วล่ะเจ้าคะ?”
“แก้วไหน?”ย่าทวดทำหน้ายุ่ง
“แก้วที่เป็นทาส.. คนที่หน้าเหมือนหนู”
“ไม่มีคนหน้าเหมือนหนู มีแต่คนหน้าเหมือนเจ้า” คุณย่าใช้นิ้วจิ้มหน้าผากพวงแก้ว ราวนายหญิงที่จิกนิ้วใช้ทาสในเรือนอย่างขุ่นใจ หากฉุนจัดแล้วจิ้มนิ้วแบบนี้เรียกว่าเฉดหัวกันเลยทีเดียว
“เจ้าเป็นคนอาภัพ เกิดมาหน้าตาเหมือนนางทาส”
“นั่นล่ะค่ะคุณทวด” พวงแก้วยิ้มแหยๆ
“อีทาสแก้วยู่ดีๆ ก็เป็นบ้าเป็นใบ้เที่ยวหอบหมอนเน่าเดินวนเวียนอยู่กลางพระนคร”
พวงแก้วยกมือปิดปาก ..
“นั่นเจ้าร้องไห้ทำไม?”
“เปล่าเจ้าค่ะ” พวงแก้วปฏิเสธทั้งที่น้ำตาไหลพราก
“ฮือ ..”
เธอยกมือไหว้คุณย่าทวด แล้ววิ่งออกมาที่รถ .. และร้องไห้ ..
ในโลกใบนี้ เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาหลายอย่างเหลือเกินที่โหดร้ายจนคนข้างหลังในปัจจุบันนี้รับไม่ได้
ใช่ ... พวงแก้วรู้ข้อนี้ดี แต่เธอก็เสียใจกับคนที่ถูกลืมอย่างทาสแก้วและคุณจันทร์ ส่วนคนที่เข้ามาใหม่อย่างย่าทวดบัวของเธอ ชีวิตท่านทั้งชีวิต ก็ไม่ได้รับความยุติธรรมเลย
หญิงสาวขับรถออกไปจากบ้านหลังนั้นอย่างล่องลอยไร้จุดหมาย
ประวัติของ คุณทวดที่เธอพอรู้ ในยุคที่ท่านสร้างครอบครัวใหม่คือ ท่านมี ลูกเพียงสองคน คือคุณปู่ของเธอ และย่าน้อยที่เป็นใบ้ คุณปู่แต่งงานช้ามาก เพราะไม่มีเวลาสนใจใคร นอกจากน้องสาวที่เป็นใบ้ และบิดาที่แก่เฒ่าเลอะเลือน
หญิงสาวถอนใจ .. เพราะที่สุดแล้ว เธอคิดว่า สิ่งเหล่านี้คือพลังงานชนิดหนึ่งที่เคลื่อนไหวไม่รู้จบอยู่ในสถานที่เกิดเหตุซึ่งมีทั้งความรัก ความชัง และความคั่งแค้น เธอและประกายจันทร์อาจมีบางสิ่งบางอย่างเป็นตัวจับพลังงานชนิดนี้ได้พอดี เรื่องนี้หากเป็นคนไทยเรา อาจเรียกว่า มีสื่อวิญญาณ ที่มันอาจจะเริ่มต้นจากข้าวของที่สำคัญของคนตาย ...
พวงแก้วใจสั่นระทึก ยกมือตะปบเหรียญที่คอ
หญิงสาวเลี้ยวรถเข้าไปจอดในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แล้วจอดรถนั่งหายใจหอบอยู่ตามลำพัง
เหรียญมรดกของเธอ สิ่งแลกเปลี่ยนระหว่างแก้วกับคุณจันทร์ .. ของสิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้เกิดความฝันขึ้นมา
แล้วเหรียญที่ข้อเท้าของประกายจันทร์นั้นเล่า? มีความเป็นมาอย่างไร ?
...
“คุณเจ้าขา..”
“คุณเจ้าขา คุณอยู่ไหนหรือเธอเจ้าคะ”
พวงแก้วสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนี้ เธอหันไปมองต้นเสียง เธอเห็นหญิงบ้าแก่ๆ คนหนึ่ง ถือหมอนไว้ในมือ พึมพำถ้อยคำซ้ำๆ เพียงเบาๆ ผู้หญิงคนนี้ผมยาวเกาะติดกันเป็นลิ่มๆ เนื้อตัวมอมแมมเหม็นสาบ แต่...ผู้หญิงคนนี้ นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาลตุ่น!!
หญิงสาวผลุนผลันลงจากรถ วิ่งตามไปดูหน้า
“คุณพระช่วย!!”
...
“เราพบเธอหมดสติอยู่ที่สวนเบิกฟ้า” .. พวงแก้วรู้ตัวอยู่ในที่ๆ ขาวสว่าง และได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วๆ
“และเราได้แจ้งญาติของเธอแล้วตามที่อยู่ที่ค้นได้ในตัวเธอ”
เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะคะ เพราะมีภาคสองให้รอค่ะ
ราชา’วดี
เหมือนยังไม่จบดี ......