และนั่นทำให้พราวนภานอนไม่หลับเพราะเฝ้าแต่ครุ่นคิดหาที่มาที่ไป
ความคิดของเธอมุ่งไปที่พวงแก้วสาวสวยผู้พรั่งพร้อมคนนั้น ซึ่งใครๆ
ก็คงครวญหาเธอแบบนี้กันหมดสิท่า เพราะแม้นแต่ทอมอย่างคนรักของเธอ
ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่จริงจัง เพียงพบกันผาดเผินเท่านั้น
ยังละเมอเพ้อหา ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างตัวเธอกับพวงแก้ว
น่าจะเรียกได้ว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ห่างกันไกลชนิดที่ไม่เห็นแม้นแต่ผงฝุ่นเชียวแหละ
ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งชาติตระกูล การศึกษา กริยาท่าทาง
คนอะไรจะเกิดมาสมบูรณ์แบบขนาดนั้น
เธอหันมาทางคนรักด้วยความน้อยใจ เช๊อะ นี่ก็คนอะไร หน้าตาซื่อๆ
ท่าทางซื่อกว่าหน้าอีก บังอาจปันใจใฝ่ปองดอกฟ้าหรือไง
คิดแล้วพราวนภาก็น้ำตาเรื้อ ก็ไหนว่ารักเธอคนเดียว
เธอยังจำได้แม่นยำในท่าทางน่าขันของคนรักเมื่อเธอเซ้าซี้ตอแย
"เราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม?"
ตอนนั้นพราวนภานั่งอยู่บนเตียงมีผ้าห่มคลุมตัวกันโป๊อยู่ผืนหนึ่ง
ประกายจันทร์หยีตามองพลางอมยิ้มกริ่มๆ
"มั้ง"
"โหยยยยย" พราวนภาเขย่มเตียง
"ไม่เอาแบบนี้ นี่เค้าจริงจังนะจะบอกให้ ตัวเองทำอะไรเค้าแล้ว
แล้วเราจะทำไงกันต่อไป"
ประกายจันทร์ได้แต่ยิ้มอ่อนหวานน่ารักน่ามอง
ยิ้มในความไร้เดียงสาของสาวน้อยคนหนึ่ง
"เค้าเป็นของตัวเองแล้วนะ" พราวนภาหยุดโวยวาย
แต่ก้มลงนอนหนุนแขนคนรักแทน
"ฮื่อ"
"ตัวเองก็เป็นของเค้าด้วย"
"ฮื่อ"
"ห้ามทิ้งกันนะ"
"ไม่ทิ้ง" ประกายจันทร์ลูบหัวสาวน้อยด้วยความรักและเอ็นดู
แล้วพราวนภาก็ร้องไห้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ที่พรั่งพรูเข้ามา
เช่นความรู้สึกจริงจัง ความรู้สึกที่ว่าต่อจากนี้ไป
ชีวิตเธอจะเป็นของเธอและของคนรัก
และอนาคตของเธอและประกายจันทร์จะเป็นอย่างไรบ้างบนเส้นทางสายนี้
ถ้าพ่อแม่พี่น้องของเธอรู้ ยังพ่อแม่พี่น้องของประกายจันทร์อีกเล่า
"รักเค้าไหม?"พราวนภาเงยหน้าถามทั้งน้ำตาและกิริยาสะอึกสะอื้น
"รักสิ" ประกายจันทร์สวมกอดเธอแนบอก
"น่ารักอย่างนี้"..
"น่ารักจริงเหรอ"
"น่ารักมาก"
พราวนภาเต็มไปด้วยความสุข เธอรู้สึกว่าเธอรักคนนี้ และคนๆ นี้ก็รักเธอ
เธอรู้สึกว่าพวกเธอสองคนจะรักกันอย่างนี้ตลอดชีวิตโดยไม่รักใครอีก
เธอรู้สึกว่าเธอและคนรักจะไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว หากวันใดวันหนึ่ง
ใครคนใดคนหนึ่งตายจากไป อีกคนหนึ่งก็จะไม่มีใครอีกเลยตลอดชีวิต
เธอรู้สึกว่าความรักนั้นสูงส่งเกินกว่าจะอธิบายได้
แต่เธอนึกถึงชีวิตคู่ของหงส์ ที่จะอยู่ครองคู่กันจนตายจาก
และเมื่อตัวใดตัวหนึ่งตายจากไป
ตัวที่ยังอยู่ก็จะครองตัวอยู่เช่นนั้นจนสิ้นลมเช่นกัน
"น่ารักมากก็รักมากๆ นะ "พราวนภายิ้มแฉ่งทั้งน้ำตายังเปียกแก้ม
แต่คืนนี้ น้ำตาเธอเปียกแก้มเช่นกัน แต่เธอยิ้มไม่ออก
เธอคิดอยากเขย่าตัวคนรักปลุกให้ตื่นขึ้นมาพูดคุยกันให้รู้เรื่อง
เธออยากรู้ว่าประกายจันทร์ซุกซ่อนความรู้สึกอะไรไว้กับคุณพวงแก้ว
เธออยากรู้ว่าคิดอย่างไร
รู้สึกอย่างไรจึงต้องละเมอเพ้อพกออกมาได้เพียงนั้น
เธอรู้สึกว่าประกายจันทร์ไม่มีสิทธิ์คิดอะไรอย่างไร
กับใครที่ไหนทั้งนั้น เพราะประกายจันทร์มีเธออยู่แล้ว
"จำไว้นะ" เธอพูดกับคนรัก
ทั้งที่อีกฝ่ายนอนหลับอยู่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย
แต่แล้วเธอก็ได้แต่ถอนหายใจ และสะบัดหน้าพรืด
แล้วจากนั้นเธอก็มีคำถามสำหรับตัวเองว่า ถ้า.. ไม่เอาๆ เธอไม่กล้าถาม
ไม่กล้าคิดคำตอบ เธอกลัว แต่.. แต่ถ้าไม่คิดเผื่อเอาไว้บ้าง
มันจะเป็นอย่างไร? ขนาดเขาสร้างตึก ยังคิดเผื่อแผ่นดินไหว
เผื่อน้ำท่วมนาน เผื่อปลวกกิน
เผื่อนู่นเผื่อนี่มากมายเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของตึกที่จะสร้าง แต่..
อนิจจา ในด้านความรัก ที่เธอมีต่อประกายจันทร์
เธอไม่เคยคิดเผื่อเรื่องการนอกใจไว้เลย ไม่เคยเลยจริงๆ ด้วย
จันทร์คนซื่อ จันทร์ที่ให้เธอทุกอย่างจริงๆ ให้ทุกบาททุกสตางค์
ให้ความสำคัญทุกเรื่อง แล้วเธอจะเผื่ออะไรตรงไหนอีก
เธอไม่เคยคิดหรอกว่า ถ้าชีวิตเธอไม่มีประกายจันทร์ ..
ถ้าคนรักของเธอเดินจากไป มีคนใหม่
"ฮือ.." พราวนภาร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะเธอทนไม่ไหวที่จะคิดตรงนั้น
"อย่านะจันทร์" เธอกอดประกายจันทร์แน่น
"ห้ามนะ" คราวนี้เขย่าตัวด้วย
"หือ".. คนนอนอยู่ครางในลำคอ
"ไม่ได้นะ"
"หือ"..
"ฮืออออ"
พราวนภาร้องไห้อยู่ข้างหู
แถมยังกอดประกายจันทร์เอาไว้แน่นราวกับกลัวหาย
"กุ๊กไก่.." ประกายจันทร์ลืมตาตื่น
"เป็นไรเหรอ" เธอถามงัวเงีย
"ฮือ.."
"เป็นไร?" คนถามๆ เสียงยานคาง
"กุ๊กไก่ร้องไห้ไม่เห็นเหรอ" พราวนภากระเง้ากระงอด
"ก็ร้องทำไม"
"อยากร้อง"
"อ้าว"
"มีอะไรหรือเปล่า?"
"กุ๊กไก่ไม่มี จันทร์นั่นแหละที่มี"
ประกายจันทร์เริ่มเหนื่อยใจจึงเฉยเสีย
"จันทร์มีอะไรในใจ" พราวนภาพึมพำ แล้วน้ำตาก็ไหลหลั่งออกมาไม่ขาดสาย
คำถามในหัวใจดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ .. ถ้าประกายจันทร์ไม่รักเธอแล้ว ..
เธอจะต้องทำอย่างไร?
"ไม่เข้าใจคำถาม" ประกายจันทร์บอก
"ก็.."พราวนภาขยับจะโวยวาย แต่แล้วก็ชะงักไป
"ช่างมันเถอะ นอนเถอะ .. กุ๊กไก่ขอโทษละกัน"
"นอนไม่หลับแล้วล่ะ" ประกายจันทร์บ่นงึมงำ ก็จะนอนอะไรหลับ
เล่นตื่นขึ้นมาพบอารมณ์ที่จับทางไม่ถูกว่าจะตั้งรับแบบไหนอย่างนี้
"ขอโทษ.. นอนๆ ไปก็แล้วกัน เดี๋ยวก็หลับเอง" พราวนภาประชดประชัน
ประกายจันทร์ได้แต่ถอนใจ และคิดในใจว่า ผีเข้าผีออกแต่ยังมืด
เหนื่อยนะนี่ .. เหนื่อยจัง เหนื่อยจริงๆ นะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
ลุกขึ้นอาบน้ำดีกว่า
"จะไปไหน?" พราวนภาถามเมื่อเห็นขยับลุกขึ้นนั่ง
"ไปอาบน้ำ"
"ยังไม่เช้า"
"ช่างเถอะ นอนต่อก็ไม่หลับแล้ว"
"รำคาญกุ๊กไก่เหรอ กุ๊กไก่กลับบ้านก็ได้นะ"
"เฮ้อ" ประกายจันทร์ครางเสียงดัง
พราวนภาเงยหน้าขึ้นมองอย่างจ้องเอาเรื่อง
"ใช่สิ .. เดี๋ยวนี้ในใจของจันทร์มีคนอื่นที่ไม่ใช่กุ๊กไก่แล้วนี่"
เสียงและสีหน้าของเธอใส่อารมณ์เต็มที่เต็มทาง
ประกายจันทร์ขมวดคิ้ว เธอรู้สึกใจหายวาบเหมือนถูกเหล็กแหลมๆ
เสียบแทงทะลุใจ
"กุ๊กไก่.."
"ตัวเองฝันถึงคนอื่น ละเมอถึงคนอื่น ตัวเองเอาเค้าไปไว้ไหน
เค้านอนกับตัวเองแต่เค้ากลายเป็นคนที่ไม่มีความหมายไปแล้ว"
"กุ๊ก.." ประกายจันทร์รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ปากเธอแห้งผาก อกใจหวิวโหวง
"เห็นไหม" พราวนภาพยักหน้า
"ไม่เถียงซักคำ"ว่าแล้วน้ำตาก็หยดติ๋งลงมาพร้อมกับคำถามที่ดังขึ้นในใจอีกแล้วว่า
เธอจะทำอย่างไร
ประกายจันทร์รวบร่างเล็กๆ ของคนรักมากอดไว้
ด้วยรู้สึกถึงความเสียขวัญอย่างมากของเธอ
"ไม่เป็นไรนะ".. และปลอบโอ๋เธออย่างที่เคยทำแล้วสำเร็จ
"ฝันร้ายใช่ไหม?"
พราวนภาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างยาวนาน
เธอคิดเถียงในใจว่าจันทร์นั่นละฝัน แต่คงไม่ใช่ฝันร้ายหรอก
ลงได้ละเมอเพ้อหาขนาดนั้น มันคงจะเป็นฝันดีซะมากกว่า ฝันถึงเนื้อถึงตัว
เหมือนจริงอย่างยิ่งละกระมัง
ประกายจันทร์กอดร่างนั้นไว้ รับรู้ถึงความสั่นไหว สะทกสะท้าน
ด้วยความรู้สึกกระทบกระเทือนไปด้วย
โดยที่เธอก็ไม่รู้ว่าพราวนภาเป็นอะไร หรือรู้อะไรมา
ความจริงไม่น่าจะมีอะไรที่พราวนภารู้
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในความฝัน และถูกเก็บไว้ในใจเธอเท่านั้น
ส่วนเรื่องอื่นๆ
ก็มองไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรที่จะทำให้คนรักของเธอมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้
"จันทร์"
พราวนภาเรียกด้วยเสียงสั่นสะท้านภายหลังจากที่เธอร้องไห้สะอื้นเป็นเวลานานอยู่กับอกคนรัก
"อยู่นี่.." ประกายจันทร์ตอบคำพลางลูบหัวเธอไปมา
"ความรู้สึกตอนนี้ กับวันแรกที่เรามีอะไรกัน..
มันต่างกันไหม?"พราวนภาตั้งคำถามด้วยเสียงอ่อนๆ
"กุ๊กไก่.. " ประกายจันทร์เรียกเธออย่างอ่อนโยนยิ่ง
"จากวันนั้นถึงวันนี้เราสองคนโตขึ้นมาก
ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอยู่ตลอดเวลาหรอกนะ
แต่ถ้ากุ๊กไก่จะถามว่ายังรักกุ๊กไก่ไหม จันทร์ตอบได้ว่ายังรัก
จันทร์รักกุ๊กไก่แบบคนที่โตขึ้น แล้วก็จะรักไปตลอด อีกหน่อยพอแก่
จันทร์ก็จะรักกุ๊กไก่แบบคนที่แก่ลง"
"บอกกุ๊กไก่หน่อย"
"ว่า.."
"ว่าจันทร์จะรักคนอื่นได้อีกไหม นอกจากกุ๊กไก่?" คนถาม
ถามแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตานิ่งฟังคำตอบท่ามกลางความสงัดแห่งราตรี
ประกายจันทร์เหมือนถูกรุกเร้าให้จนแต้มด้วยขบวนทหารขบวนใหญ่
จนเธอไม่รู้ว่าเธอจะเล็ดรอดไปทางไหนอีกแล้ว
คำตอบอย่างตรงไปตรงมาดังอยู่ในหัวใจว่า ได้ ..
"ว่าไงล่ะ?" ทหารขบวนใหญ่รุกเร้าโรมรัน
ประกายจันทร์ได้แต่ถอนหายใจเฮือก.. เฮ้อ เหนื่อยจริงหนอ
นี่ขนาดเธอยังไม่เคยเกี่ยวดองกับใครจริงๆ เธอยังเหนื่อยเพียงนี้
หากเธอมีแฟนสองคนจริงๆ ไม่ได้มีแต่เพียงในฝันแบบนี้
เธอจะเหนื่อยกว่านี้สักปานไหน
"ตอบไม่ได้.." พราวนภาประชดประชัน
"ไม่หรอก.." ประกายจันทร์แก้เกี้ยวไป
"ตอบได้"
พราวนภานิ่งไปอีก เธอตั้งใจฟังอีกหนด้วยประสาทขมึงเครียด
ก่อนที่ได้รับฟังคำตอบ
เธอได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างทั้งเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย
"เฮ้อ.."
ประกายจันทร์ถอนหายใจกี่ครั้งกันแล้วนี่ เธอผิดไหมที่ทำให้เบื่อ
เธอรู้ตัวว่าเธอทำให้เบื่อ และเธอก็รู้กฏแบบนี้ดี
เพราะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ประเภทข้อห้ามต่างๆ
และข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ควรทำ แต่มันดูยากที่จะทำ
และยากที่จะเว้นจากข้อห้าม เฮ้อ..
"จันทร์ไม่รู้ .." ประกายจันทร์ตอบ
"ไม่ใช่เรื่องที่จันทร์เคยคิดมาก่อน.. จันทร์ไปอาบน้ำนะ"
หลบหลีกออกมาได้ให้รู้สึกเบาลงบ้าง
แต่เธอก็ร้อนรุ่มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แห่โหมมาประดังประเด
อีกทั้งความรู้สึกที่ว่า พราวนภารู้ทุกอย่าง .. อาจไม่รู้ในข้อมูล
แต่รู้ด้วยความรู้สึกของคนที่มีความรักให้กันมากมาย
อาบน้ำพลางเธอก็สงสัยว่า
พราวนภาอาจกดดูข้อมูลการโทรศัพท์จากโทรศัพท์มือถือของเธอ
ซึ่งจะพบการโทรเข้า และการโทรออกของเธอต่อไปยังเบอร์ของพวงแก้ว ..
ผู้หญิงที่ซึ่งเมื่อคิดถึง
เธอจะคิดถึงนางทาสที่เธออุ้มออกมาจากกระท่อมโกโรโกโสหลังนั้น ..
คนที่เธอในฐานะนายหญิง กลับต้องนั่งสระผมอาบน้ำให้
ภาพเหล่านั้นเป็นจริงเป็นจัง
เป็นสัมผัสแตะต้องที่มีทั้งภาพทั้งสีและกลิ่น ที่สำคัญ
มันไม่ใช่สิ่งที่เธอนึกฝันสร้างจินตนาการเอาเองแน่ๆ
เพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนสมัยนั้นอาบน้ำสระผมกันอย่างไร ..
อ่างไม้ใส่น้ำมะกรูดหอมกรุ่น ถูกผสมด้วยน้ำซาวข้าว
ถูกยกมาวางพร้อมผ้าดิบห่อขมิ้นตำสดๆ ห้องอาบน้ำเป็นห้องกว้าง
ปูด้วยกระดานไม้ มีหลังคาเพียงครึ่งเดียว
เพื่อให้แสงสว่างสาดส่องเข้ามาได้ในตอนกลางวัน ..
เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนโบราณมีวิถีชีวิตอยู่กันอย่างนี้ ..
เธอเห็นจากความฝัน.. และเธอจินตนาการต่อจากความฝันอยู่ในขณะนี้ว่า
เธออยากอยู่อย่างนั้น .. กลิ่นขมิ้นชัน และมะกรูดสดๆ
ที่ส่งผ่านจากเนื้อตัวและเส้นผมของแก้ว ยังติดอยู่ที่ปลายจมูก
"เจ้ารู้ไหม ข้าไม่เคยทำอะไรให้ใครแบบนี้มาก่อนเลย"
ประกายจันทร์นึกถึงถ้อยคำประโยคนี้ที่จันทร์เอ่ยแก่แก้วแล้วอดอมยิ้มไม่ได้
"บ่าวรู้เจ้าค่ะ" คนตอบๆ ด้วยเสียงสั่นเครือ
แล้วโน้มร่างลงก้มกราบที่แทบเท้า
"พอเถอะ"
คุณจันทร์ประคองร่างบอบบางที่แสนจะอ่อนแอนั้นอย่างทะนุถนอมยิ่งนัก
"เจ้าจะกราบกรานข้าไปไยนัก ข้าทำเพราะข้ารัก
หาได้ต้องการการกราบกรานเยี่ยงนี้ไม่.. เจ้ากับข้า เสมอกันด้วยหัวใจรัก
ไร้ความเป็นนายบ่าว เจ้าย่อมรู้ดี"
ร่างบอบบางในกระโจมอกเปียกชุ่มร่างหนึ่ง
ซุกซบอยู่กับร่างสูงใหญ่กว่าในกระโจมอกเปียกชุ่มเช่นกัน
ต่างกอดกันท่ามกลางความเย็นฉ่ำที่ชื่นใจในบรรยากาศที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นสมุนไพรพื้นบ้าน
ประกายจันทร์สระผมไปด้วย ผมของเธอซอยสั้น
สะดวกสบายสามารถสระได้ทุกเช้าเย็น
ตั้งแต่เธอฝันเห็นการอาบน้ำสระผมของจันทร์และแก้ว เธอก็รู้สึกเสมอว่า
ที่จริงสระผมด้วยมะกรูดก็ได้
การสระผมของคนยุคนี้คือการเอาสิ่งที่เรียกว่าแชมพูมายีให้เป็นฟองบนหัว
จะมีคุณมีโทษอย่างไรไม่รู้
รู้แต่ว่ามีกลิ่นหอมจัดและให้ความรู้สึกสะอาด
แต่มะกรูดและน้ำซาวข้าวนั้นไม่มีโทษแน่นอน
หากแต่หมดความนิยมไปเพราะความไม่สะดวกในการใช้
ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบของผู้คนที่ต้องตื่นแต่เช้ารีบอาบน้ำไปทำงาน
ไม่มีบ่าวมีไพร่ที่ไหนไปหาสมุนไพรมาเตรียมประเคนไว้ให้
แม้นแต่ตัวเธอเอง เมื่อนึกอยากสระผมด้วยมะกรูด
บอกแม่ให้ช่วยซื้อมะกรูดมาไว้ให้
แต่แล้วเมื่อเวลาจะสระผมทีไรก็คว้าขวดแชมพูเทใส่หัวทุกทีด้วยความเคยชิน
ชีวิตของเธอภายหลังจากการฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ
ของจันทร์กับแก้วในสมัยโบราณ
เหมือนเป็นชีวิตที่ถูกซ้อนด้วยแผ่นข้อมูลใสๆ เป็นข้อมูลของปัจจุบันสมัย
กับข้อมูลของวันเวลาที่ผ่านมาเมื่อนานแสนนานมาแล้ว
ซึ่งบางทีมันทำให้เธอสับสน ก็เธอเป็นเพียงคนธรรมดาๆ นี่นา
ถึงแม้นว่าเธอจะเป็นทอมก็เถอะ แต่เธอไม่ใช่นักประวัติศาสตร์
นักโบราณคดี หรือนักค้นนักคว้า
ไม่ใช่คนมีเชื้อมีสายเก่าแก่แต่ปางก่อนจากไหน ตระกูลของเธอก็ปนเป
พ่อเป็นชาวปราจีน มีปู่เป็นลูกครึ่งเขมร แม่เป็นลูกครึ่งจีนไทย
พื้นเพเป็นลูกชาวบ้านๆ มาจากสุโขทัย จะว่าไป
หากนับจากการสืบเชื้อสืบสาย
เธอเองก็ไม่มีเชื้อไหนสายใดเกี่ยวข้องกับตระกูลเก่าแก่ของพวงแก้วเลยแม้นแต่น้อย
หรือว่า.. เธอจะเกี่ยวข้องกับสายทาสของแก้ว โดยลักษณะไขว้ โอ๊ย
ยิ่งคิดยิ่งงง แต่พอเผลอทีไร เธอก็ต้องคิดถึงเรื่องเหล่านี้ทุกที
ทั้งที่ตอนนี้เธอควรจะคิดถึงเรื่องพราวนภาต่างหาก
ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรจึงลุกมางอนเกินงามดึกๆ ดื่นๆ
Labels: นิรันดร์กาล 22